วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตำบลกุดกุงร่วมใจไม่กินปลาดิบ


























วันนี้เป็นวันเสาร์แต่มีภารกิจที่ต้องไปพัฒนาโจทย์งานวิจัยของ สกว. ที่จริงแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขามากหรอก แต่เคยได้ยินพี่สมัคร พุ่มทอง ผอ.รพ.สต.กุดกุงเล่าให้ฟังว่า ที่กุดกุงมีการตรวจพยาธิใบไม้ตับแล้วเจอว่า พบคนที่มีไข่พยาธิใบไม้ตับในอัตราที่สูงมาก แล้วพอดีได้ข่าวว่าผู้ประสานงานของ สกว. กำลังหาพื้นที่วิจัยพอดี จึงลองเสนอพื้นที่ตำบลกุดกุงเพื่อลองพัฒนาหัวข้อการวิจัยดู ซึ่งผู้ประสานงานของ สกว.ค่อนข้างจะเข้มงวดกับเรื่องที่ว่า เรื่องที่จะวิจัยต้องได้มาจากชุมชนจริงๆ คนในชุมชนต้องอยากทำ อยากเรียนรู้ และเห็นประโยชน์ที่จะทำวิจัย นัดประชุมกันไว้เวลา 10.00 น.ที่ อบต.กุดกุง ผมเข้าไปถึง อบต.กุดกุง ประมาณ 10.15 น.เมื่อไปถึงผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมกันหมดแล้ว (แง่ว) โดยส่วนใหญ่ผู้เข้าประชุม เป็นผู้นำชุมชน สอบต. อสม.ซึ่งต้องขอชื่นชมที่ทั้ง กำนัน นายกองค์การบริหารตำบลกุดกุง และ ผอ.รพสต. อยู่กันพร้อมหน้า เป็นนิมิตหมายอันดีว่างานนี้น่าจะไปด้วยดี





เริ่มประชุมโดยผมเป็นเริ่ม แนะนำทีมที่มา ซึ่งมีพี่เล็ก พนมวรรณ คาดพันโน ผู้ประสานงาน สกว. จังหวัดยโสธร และน้องหนึ่ง ผู้ช่วยผู้ประสานงาน และพูดถึงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของ สกว.นิดนึง (ก็ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไหร่555) แล้วส่งต่อให้น้องหนึ่ง ต่อมาน้องหนึ่ง ก็ได้ให้ทีมจากชุมชนแนะนำตัวเพื่อละลายความเครียดและเริ่มเป็นกันเองมากขึ้น





หลังจากจากนั้นกระบวนการพัฒนาโจทย์งานวิจัยก็เริ่มขึ้น จากพี่เล็ก โดยให้ในทีมคิดว่าปัญหาสุขภาพหรือโรคติดต่อ โรคไหนที่มีในชุมชนและเป็นปัญหาสำคัญของชาวบ้านเรา ในที่ประชุมก็คิดกันมารวมแล้วได้ 12 โรคพอดี (โรคโหลๆ) ในจำนวน 12 โรคคิดว่าโรคไหน เป็นปัญหามากที่สุด โดยในที่ประชุมช่วยกันออกความคิดเห็น ในบรรยากาศที่ทุกคนต่างก็กล้าแสดงความคิดเห็น และสนุกสนาน (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งว่าภาครัฐเราทำอะไรอยู่ รูปแบบการทำงานแบบนี้หายไปไหน ทั้งที่เราพูดทุกครั้งว่าอยากให้มีส่วนร่วม) โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องกันไปในเรื่อง พยาธิใบไม้ตับ มะเร็งตับ การกินปลาดิบ




ในการระดมความคิดนี้ รองนายก อบต.คุณวิลัย ชาวป่า บอกว่า"บ้านเราหากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกินปลาดิบ ต่อไปจะป่วยกันเยอะ จากการที่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่าภาคอีสานป่วยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับอันดับหนึ่งของประเทศ "





กำนันบอกว่า ถ้าป่วยด้วยโรคนี้แล้วมียารักษาอย่างเดียวคือไม้เค็ง(ไม้เผาศพ) ที่รักษามีที่เดียวคือคลินิกปู่ทอง(เมรุเผาศพ)




ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 คุณเวชยันต์ วงศ์ชมพู"บ้านเรามีแหล่งน้ำมาก ปลาก็เลยมาก โอกาสการกินปลาดิบก็เลยมากขึ้น"





นายก อบต. "การกินก้อยปลาส่วนใหญ่ กินเป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะการเอาเยาะ(บ้านปลา โดยเอาไม้มาสุมๆกันไว้ให้ปลามาอยู่ตอนหน้าแล้ง)บ้านเรามีชื่อเสียงในเรื่องปลามาก จนต่างจังหวัดก็มากินปลาที่นี่ล่าสุดยังมีรองผู้ว่าจากจังหวัดแห่งหนึ่งยังมากินก้อยปลาที่นี่ ถ้าญาติพี่น้องมาหากันก็ต้องมีการกินก้อยปลา จนเหมือนเป็นวัฒนธรรมแล้ว"





แล้วที่ประชุมก็ให้ข้อมูลร่วมกันว่า มันเป็นเรื่องสนุกสนาน และมีความสุข ในการกินก้อยปลา โดยคิดว่า กินเหล้าขาวเข้าไปก็ฆ่าพยาธิได้ และ คิดว่าการเอามดแดงมายำใส่ ก็ทำให้พยาธิตาย และ อสม.จันทมณี บอกว่า"ไทบ้านบอกว่า ก้อยปลาดิบ มันแซบหลาย ตายกะช่างมัน"





ในช่วงนี้สังเกตว่าในทีประชุมเริ่มมีความกังวลว่า ถ้าทำโครงการนี้แล้ว จะไม่ได้กินปลาดิบ พี่เล็ก ได้ถามทวนว่า"ถ้ามันแซบ ถ้ามันสนุกขนาดนี้แล้ว เราจะเลิกกินก้อยปลากันจริงๆเหรอ"





อสม.กัญญา บุปผาสังข์ ได้ให้ความเห็นว่า"เราน่าจะทำได้ เพื่อให้รุ่นลูก รุ่นหลาน ได้เลิกกินก้อยปลา เลิกกินปลาดิบ"




มีผู้แสดงความเห็นด้วยในประเด็นนี้ โดย สอบต.จำรัส ศรีมหาพรหม ได้บอกว่า"การกินก้อยปลา บางทีแทบต้องหลบลูกหลานกิน ไม่อยากให้เขาเห็น"




กำนันตำบล ได้ให้ความเห็นว่า"การกินสุกมันก็อร่อยแต่ที่กินดิบๆ เพราะผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่ากันมาว่า การกินดิบๆจะทำให้มีเรี่ยวแรง มีกำลังมากกว่าการกินสุกๆ"




หลังจากพูดคุยกันในเรื่องกินปลาดิบ กินก้อยปลากันอย่างออกรส ออกชาด จนใกล้จะเที่ยง จนได้วัตถุประสงค์ของโครงการว่า เราอยากได้อะไรจากการทำวิจัยครั้งนี้








  • ทำไมคนในชุมชนถึงชอบกินปลาดิบ( เพื่อศึกษาบริบท ปัจจัย ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคปลาดิบ)




  • มีทางเลือกอื่นหรือไม่ที่เป็นทางเลือกในการบริโภคอาหารแทนก้อยปลา (เพื่อศึกษารายการอาหารในท้องถิ่นที่สามารถทดแทนการบริโภคปลาดิบ"




  • เพื่อศึกษาผลกระทบของการบริโภคปลาดิบต่อครอบครัว และชุมชน




หลังจากที่ได้ข้อมูลที่คิดว่ามั่นใจว่าโครงการนี้เป็นโครงการของชุมชนจริงๆ และชุมชนจะเป็นผู้ดำเนินการและใช้ประโยชน์จากโครงการวิจัยอย่างเต็มที่ ทีมผู้ประสานงานวิจัย จึงได้อำลาพาจากอย่างมีความสุขด้วยเวลาเที่ยงแก่ๆ พร้อมกับรอยยิ้มอย่างมีความมีความสุขของผู้ร่วมประชุม จนลืมหิวน้ำหิวข้าว





วันนี้เป็นวันหยุดที่น่าจะอยู่บ้าน แต่ที่ไปครั้งนี้ผมก็รู้สึกเหมือนกับได้อะไรมากมาย ทั้งที่ทำไปไม่ได้เงินสักบาท แถมเสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถไปเองตะหาก คงเหมือนกับทีมวิจัยของกุดกุง ที่มาด้วยหัวใจ พี่สมัคร พุ่มทอง ก็สุดยอดจริงๆไปทั้งๆที่ผมประสานเรื่องการนัดประชุมในบ่ายวันศุกร์ ประสานงานแค่วันเดียวมีคนมาประชุมมากมายขนาดนี้ เป็นทุนของตำบลกุดกุงและคิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้แทบทุกที่ เพียงแค่ภาครัฐจะให้โอกาสชุมชนอย่างจริงใจหรือไม่เท่านั้นเอง





ขอบคุณพี่เล็กและน้องหนึ่ง สำหรับข้าวเที่ยง





ขอบคุณพี่สมัคร และทีมงานตำบลกุดกุง ที่คิดทำเรื่องดีๆเรื่องหนึ่งให้กับชุมชน และทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานต่อไป















วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รพ.สต.ดงแคนใหญ่ กับ การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง




รพ.สต.ดงแคนใหญ่ เป็น รพ.สต.ที่เคยได้รับรางวัล สถานีอนามัยดีเด่นระดับประเทศ ปี 2550 หลังจากนั้น รพ.สต.ดงแคนใหญ่ ได้พัฒนาต่อเนื่องมาตลอด จนมีผู้มาศึกษาดูงานจำนวนมาก ในตลอด สี่ปีที่ผ่านมา จนถึงทุกวันนี้ รพ.สต.ดงแคนใหญ่ ยังคงเป็น รพ.สต.ที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน ของ รพ.สต.ทั่วทั้งประเทศ และยังเป็นแหล่งฝึกงาน ของนักศึกษาสาธารณสุข ของม.ราชภัฎ อุบลราชธานี ซึ่งวันที่ออกไปเยี่ยม รพ.สต. ก็เป็นช่วงที่ น้องนักศึกษา กำลังออกฝึกงานพอดี เลยได้ฝาก การบ้านเรื่องการสอบสวนโรค ซึ่งเป็นเรื่องที่จะได้ออกไปสอนน้องนักศึกษาพอดี

รพ.สต.โพนสิม น้องใหม่กำลังมาแรง


บ้านพักหลัง รพ.สต.



วันที่ 12 ตุลาคม 2554 เป็นวันพุธ ซึ่งทุกวันพุธ ผมต้องออกเยี่ยม case TB วันนี้เป็นวันที่ตั้งใจว่าจะไปที่ รพ.สต.โพนสิม โดยการเยี่ยมแบบ surprise visit โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เลยได้พบกับการพัฒนา รพ.สต.ของ ผอ.บัณดิษฐ สร้อยจักร ผอ.รพ.สต.โพนสิม มีการจัดการและบริหารงาน ทั้งเรื่องโครงสร้าง และการบริหารบุคคล ได้อย่างยอดเยี่ยม
สำหรับการออกเยี่ยมผู้ป่วย ผอ.บัณดิษฐ ได้พาออกไปเยี่ยมที่บ้านผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยไม่อยู่ พบเพียงญาติผู้ป่วย จากการสอบถามญาติ พบว่าผู้ป่วยได้ดื่มเหล้าเป็นบางครั้ง จึงนัดเพื่อจะพูดคุยกันในวันพุธหน้า โดยนัดผู้ป่วยทุกคนในเขต รพ.สต.โพนสิมเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
กลับมาที่ รพ.สต.โพนสิม ผอ.บัณดิษฐ ได้พาเยี่ยมชมการพัฒนา รพ.สต. และพูดคุยแนวคิดการทำงานกับน้องที่ทำงานด้วยคือ น้องเติร์ก ธีระวงค์ ธรรมแก้ว พยาบาลวิชาชีพ ,น้องจุ๊ กาญจนา ไชยมาตร นักวิชาการสาธารณสุข แล้วน่าดีใจแทนชาวบ้าน ที่มีทีมงานสุขภาพที่พร้อมในการดูแลสุขภาพประชาชน และมีการพัฒนาส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพในอนาคต

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Steve Jobs ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ


Steve Jobs คุณไม่เคยตายจากหัวใจของเหล่าผู้กล้า
คุณได้ปลุกวิญญาณของเราให้กล้าที่จะเดินในทางที่ตัวเองเลือกและรักที่จะเป็น
1. Beginners don’t have baggage – เริ่มอย่างไร้กังวล
เริ่มต้นเล็กแต่คิดใหญ่ ผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเริ่มจากศ ูนย์แล้วนับหนึ่ง จากเอแล้วไปบี มักเป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ดีๆ “ผมไม่รู้คุณค่าของปรัชญานี้จนกระทั่งผมโดนเฉดหัวออก จากแอ็ปเปิ้ลครั้งแรก นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยทีเดีย ว ความกดดันในความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโปร่งโ ล่งสบายของการเป็นผู้ ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความคิดสร้างสรรค์และมีไอเดียกระ ฉูดมากที่สุด”
2. Be bold – จงห้าวหาญ
สตีฟมักย้ำถึงการทำสิ่งที่ชัดเจนด้วยความกล้าและปราศ จากความกลัว เขากล่าวว่า “ชีวิตคนสั้นนัก จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้”
3. Be what’s next – มองหาสิ่งใหม่
มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ จงเรียนรู้ อย่าฟูมฟายกับอดีตที่จบไปแล้ว อย่าคร่ำครวญกับสิ่งที่หายไป เราควรที่จะคิดถึงสิ่งใหม่ๆในชีวิตของเราที่ยังรอการ ค้นพบ บางครั้งก้าวแรกอาจจะแสนยาก แต่จงเริ่มต้นทำ และความกล้าหาญจะเกิดขึ้นตามมา “ถ้าผมได้บริหารแอ็ปเปิ้ล ผมคงจะมุ่งพัฒนาให้แม็คอินทอชเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ าสุดๆ ด้วยการคิดค้นลูกเล่นใหม่ๆ สงครามพีซีมันจบนานแล้ว และไมโครซอฟท์คือผู้ชนะ”
4. Design by committee doesn’t work. – อย่าให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินชี้ชะตา
มัน เป็นเรื่องยากที่จะออกแบบอะไรซักอย่างตามความต้องการ ของพวกคนที่มานั่ง ประชุมกัน คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอยากได้อะไรจริงๆ จนกว่าจะได้เห็นสิ่งนั้น”
5. Design is more than veneer – การออกแบบไม่ใช่การสร้างเปลือกนอกเพื่อห่อหุ้ม แต่มันคือสิ่งที่มีมิติและมีองค์ประกอบซ้อนกันหลายชั ้น
“ใน บริบทของใครหลายคน การออกแบบเป็นแค่การสร้างเปลือกนอก เป็นแค่การตกแต่งภายใน เปรียบเสมือนผ้าหุ้มโซฟา แต่สำหรับผมแล้ว การออกแบบคือจิตวิญญาณขั้นต้นของการใช้ความคิดสร้างส รรค์ ผลิตภัณฑ์ที่มีหัวใจของการออกแบบที่ดีแสดงออกถึงพิ้น ผิวของมัน ซึ่งทับซ้อนกันอยู่หลายระดับ”
6. Don’t live someone else’s life – จงใช้ชีวิตในแบบของคุณ
“ช่วง เวลาชีวิตสั้นนัก อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าด้วยการทำตามผู้อื่น อย่ายึดติดกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับ และอย่าปล่อยใจไปตามความคิดของคนอื่น เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทำตามที่หัวใจคุณเรียกร้องและสัญชาตญาณ”
7. Drive to do great things – ค้นหาความทะเยอทะยานและปรารถนาที่แท้จริงของคุณให้พบ
“นึกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และทำมันให้แตก ต่างจากคนอื่น หนทางเดียวที่จะสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ก็คือรักในสิ่ง ที่คุณทำ จงสร้างความประทับใจให้ตัวเองมิใช่ผู้อื่น”
8. Excellence is a way of life – มองหาความเป็นเลิศ
สตีฟได้บรรลุแนวทางนี้ด้วยการนำศิลปะและ วิศวกรรมมาเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัว เขาได้ยกระดับของสุนทรีย์แห่งการออกแบบให้สูงขึ้น “คุณภาพและความงามคือเป้าหมายสูงสุด หลายคนมักไม่คุ้นเคยกับสภาวะการทำงานที่ต้องอาศัยควา มเป็นเลิศ เพราะไม่ต้องใช้มันบ่อยนัก ถึงกระนั้นความเป็นเลิศคือหัวใจสำคุญที่สุดของการทำง าน”

9. Get out of the way for the moving force – จงอย่าเป็นตัวถ่วง
สตีฟไม่เคยเก็บคนไร้ประโยชน์เอาไว้ เขาตระหนักดีว่าคนที่ทำงานคือพวกที่สร้างประโยชน์ “หน้าที่หลักของผมคือทำให้คนที่ทำงานจริงๆ นั้นอยู่ดีมีสุข และเก็บพวกคนที่ไม่ทำงานเอาไว้ให้ห่างจากคนที่มีประโ ยชน์เหล่านี้”

10. If they fall in love with the company, everything else takes care of itself – มองหาคนทำงานที่มีความรักทุ่มเทให้กับองค์กร
“จริง อยู่ที่สมรรถภาพคือตัวแปรแห่งความสำเร็จ แต่คนทำงานเหล่านั้นจะรักบริษัทหรือเปล่า ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเขารักแอ็ปเปิ้ล เขาจะนำพาแต่สิ่งที่ดีที่สุดมาสู่แอ็ปเปิ้ล ไม่ใช่ทำเพื่อตัวผมหรือตัวเองหรือใครก็ตาม” 11. It better be worth it. – ไม่ลองไม่รู้ จงทำให้ดีที่สุด อย่ามัวแต่หยุดนิ่งอยู่กับที่
“เมื่อเราได้เลือกแล้วว่าจะทำอะไร ฉะนั้นจงเชื่อว่ามันจะออกมาดีคุ้มค่าเหนื่อย”
12. It’s not the money. It’s the impact.- เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต คุณค่าของเราอยู่ที่การได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
“ผมไม่แคร์หรอกว่าจะได้นอนกอดเงินเป็นล้านอยู่ในหลุม ศพ สิ่งสำคัญสำหรับผมคือการได้ระลึกถึงสิ่งดีงามที่เราไ ด้ทำลงไปก่อนเข้านอน”
13. It’s the crazy ones who change the world – จงคิดนอกกรอบ
กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น คนที่บ้าพอที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครสามารถเปลี่น แปลงโลกได้ เพราะสิ่งนั้นคือผลพวงของอัจฉริยะ
14. Innovation distinguishes between a leader and a follower.- สร้างนวัตกรรมใหม่
นวัตกรรมจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม จ้างคนที่ต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาทำงาน ถึงแม้คุณจะมีคนทำงานเก่งกาจมากมาย คุณต้องเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ชี้นำให้พวกเขาทำงานร่วมกันเป็นทีม “นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการหว่านเม็ดเงิน มันเกิดจากการใช้มันสมองของคนให้เต็มที่ด้วยการเป็นผ ู้นำที่ดี ตอนที่เราคิดค้นเครื่องแม็คขึ้นมา ไอบีเอ็มใช้เงินลงทุนมากกว่าเรา 100 เท่า มันอยู่ที่คนของคุณ อยู่ที่แนวทางของการนำพาคนเหล่านั้น”
15. Make people great. – เคี่ยวเข็ญคนของคุณให้เป็นคนเก่
“ผมจะไม่ทำตัวเหลาะแหละกับลูกน้อง หน้าที่ผมคือเขี่ยวเข็ญให้พวกเขาเก่งยิ่งขึ้นไปอีก”

16. Perseverance pays off.- ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
สตีฟเชื่อว่า “ครึ่งหนึ่งขององค์ประกอบทั้งมวลแห่งความสำเร็จของพว กนักลงทุนทางการเงินคือความวิริยะอุตสาหะ”

17. Put your heart and soul into it – จงทำมันให้เต็มที่ เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชนและพิชิต
“กุญแจสำคัญคือความไม่กลัว ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณแห่งการบรรลุเป้าหมาย”
18. Pick your priorities carefully – ลำดับความสำคัญอย่างระมัดระวัง
การ มีไอเดียดีๆ ในหัวเป็นร้อยเรื่องคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะกลายเป็นเรื่องเยี่ยมที่สุด หากเราลำดับความสำคัญให้ดี “การเพ่งความสนใจให้กับทุกเรื่องในหัวเป็นสิ่งด ี แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแห่งความสำเร็จ ควรยึดมั่นในบางอย่างก็พอ แล้วปล่อยที่เหลือเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจ”

19. Simplicity wins – ความเรียบง่ายคืออาวุธลับและอำนาจที่จะทำให้พิชิตควา มสำเร็จ
“เรา ควรตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และขจัดความยุ่งยาก ด้วยการตั้งคำถามว่า เราจะทำให้มันเรียบง่ายมากขึ้นและแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ได้ในเวลาเดียวกันได้ หรือไม่”
20. Talent is a huge multiplier.- พรสวรรค์ทำให้เกิดการแตกหน่อ คนเก่งมักดึงคนเก่งให้มาอยู่ด้วยกัน
“ประสบการณ์ สอนผมว่า การที่เราได้คนเก่งมาร่วมงาน ทำให้องค์กรสามารถดึงคนเก่งจากที่อื่นมาร่วมงานได้มา กขึ้น ทั้งนี้โดยธรรมชาติของคนพวกนี้ มักชอบทำงานกับคนเก่งด้วยกัน”
21. Take responsibility for the complete user experience.- ความคิดเห็นจากผู้ใช้และลูกค้าคือเสียงสำคัญ
“ดี เอ็นเอของเราคือบริษัทที่คำนึงถึงผู้บริโภค เสียงตอบรับไม่ว่าดีหรือร้าย บวกหรือลบ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทเท่ากันในการปรับปรุงการให้บริการ หน้าที่ของเราคือการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกค้าได้รับ จากเรา”
22. What you don’t do defines you as much as what you do – “ผมมีความภูมิใจในสิ่งที่ยังไม่ได้ลงมือทำเท่ากับสิ่ งที่ได้ทำไปแล้ว”
23. You have nothing to lose.- ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว
ทำด้วยใจ สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ด้วยความรัก “อีกไม่กี่วันพวกเราก็ตายแล้ว ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าเราได้สูญโอกาสไปแล้วเท่าไหร่ การคิดแบบนี้เหมือนกับดักทางความคิด ให้คิดว่าเราได้เปลือยกายจนล่อนจ้อน จะมีเหลืออยู่ก็แต่ร่างกายและหัวใจ จงทำทุกอย่างให้เต็มที่”
24. You just might be right, even if nobody listens to you. -การที่ไม่มีใครฟังคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
สทีฟเคยเจอกับตัวเอง เลยเล่าให้ฟังงว่า “คุณรู้มั้ย ผมเคยมีแผนการวิเศษที่จะช่วยกู้ชีพแอ็ปเปิ้ลได้ มันเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ผมไม่สามารถบอกใครได้ เพราะไม่มีใครยอมฟัง” อุทาหรณ์ของเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การที่ไม่มีใครฟังคุณเลย ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
25. Your brand is your most valuable asset – จุดยืนของตัวเองคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด
นั่นคือคุณแตกต่างจากคนอื่น ทำให้คนอื่นทราบว่านี่แหละคือตัวคุณ นี่แหละคือออร่าของคุณ




วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โดนไวรัส แล้วโฟลเดอร์ในแฟลซไดรว์ถูกซ่อนไว้ แก้กลับไม่ได้

โดนไวรัส แล้วโฟลเดอร์ในแฟลซไดรว์ถูกซ่อนไว้ แก้กลับไม่ได้

วันนี้ อาจารย์ที่สอนเรื่อง Action Reseach ได้เอาแฟรชไดรฟ์ มาให้แก้เรื่องโฟลเดอร์หาย เลยลองแสกนดูด้วย Kapersky โอ้ ไวรัสเพียบแถมมี sality.aa มาด้วย เจอโฟลเดอร์ที่ว่าหายถูกซ่อนไว้ แต่เอากลับคืนไม่ได้ด้วยวิธีเปลี่ยน attribute เอาหล่ะสิ แถมเน็ตที่นั่นใช้ไม่ได้อีก เลยต้องกลับมาค้นที่บ้าน

หากแฟลซไดรว์ของคุณติดไวรัสประเภทซ่อนโฟลเดอร์ ให้คุณสแกนไวรัสด้วยโปรแกรม Kaspersky เพื่อให้จัดการไวรัสให้เรียบร้อยก่อน แต่โฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้เหล่านั้นอาจจะยังไม่สามารถทำให้แสดงผลตามปกติได้ (ปรับ Folder Option ให้แสดงผล Hidden file แล้ว) ซึ่งจะเป็นสีจางๆ ดังรูปด้านบน
และหากคุณคลิกขวาที่โฟลเดอร์ เพื่อเปลี่ยน Properties ให้ยกเลิก Hidden (การซ่อน) แต่กลับไม่สามารถทำได้ ให้คุณแก้ปัญหาโดยใช้คำสั่ง DOS ด้วยวิธีดังนี้
1. คลิกปุ่ม start
2. คลิก Run...



3. พิมพ์ cmd
4. คลิกปุ่ม OK









5. พิมพ์ชื่อไดรว์ของแฟลซไดรว์ เช่น ถ้าเป็นไดรว์ k ก็ให้พิมพ์ k: แล้วกดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ด
6. พิมพ์ attrib -s -h -r /s /d แล้วกดปุ่ม Enter
7. รอจนเสร็จ จากนั้นให้ปิดหน้าต่าง

8. เมื่อกลับไปดูที่ไดรว์ของแฟลซไดรว์ จะพบว่า โฟลเดอร์กลับมาแสดงผลตามปกติแล้ว
ที่มา http://www.icom.co.th/faq/forum_ans.php?id=116

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาพชีวิต

สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่า เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ
>>เราห้ามใช้ยางลบ
>>
>>ตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักเท่าไหร่
>>รู้เพียงแต่ว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ย ว ฉันก็อยากแก้ให้มันตรง สวย
>>แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั ้น
>>ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ
>>
>>สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆ นั้นไปตามจินตนาการ
>>เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันเผลอวาดดวงตากลมโตเกินไป
>>ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน แม้ตอนนั้นฉันจะไม่เข้าใจว่า
>>ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ
>>และแม้ฉันจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นตามาก่อ น
>>แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจว่า
>>ฉันสามารถวาดภาพๆนั้นด้วยความมั่นใจ และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง
>>
>>เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น
>>แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ
>>การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด
>>
>>ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนทุกค น
>>และในชีวิตหนึ่งนี้ก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดย ไม่ตั้งใจ
>>
>>สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น
>>และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือ การที่ฉันเข้าใจว่า
>>ธรรมชาติของความผิดพลาด คือการที่มันเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่อย่างถาวร
>>ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด
>>แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันใ ห้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง
>>
>>ดังนั้น ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว
>>การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้
>>อ้อนวอนขอแหกกฎเพื่อใช้ยางลบกลับไปลบแก้ไขมันนั้นย ่อมเป็นไปไม่ได้
>>สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ
>>และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากขึ ้น
>>
>>ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อจะวาดภาพชีวิตของเราให้ สวยงาม
>>แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผ ิดพลาดมาแล้วได้
>>ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น
>>และถึงแม้ภาพที่เราวาดจะออกมาไม่เหมือนกับภาพที่เร าฝันไว้สักเท่าไหร่
>>แต่มันก็มาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ
>>
>>ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง เราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง
>>เพราะถึงอย่างไร ฉันเชื่อว่า ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่
>>ภาพชีวิตของเราก็งดงามได้ โดยไม่ต้องใช้ยางลบ

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเขียนรายงานสอบสวนโรค




พอดีมีโอกาสได้เป็นอาจารย์ให้น้องๆนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่มาฝึกงานที่โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว โดยคุณมด สมใจ เพียรธรรม หัวหน้างานระบาดวิทยา รพ.คำเขื่อนแก้วส่งมาเรียนรู้ เรื่องการเขียนรายงานการสอบสวนโรค เลยได้นำเอาความรู้ที่อาจารย์หยก อุบลรัตน์ นฤพนธ์จิรกุล ได้มาสอนและcomment ตอนที่ขึ้นเวที นำเสนอผลงานการสอบสวนโรค มาแลกเปลี่ยนกับน้องที่มา โดยใช้สถานที่เป็นห้องประชุมเล็ก สำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว

สรุปสาระสำคัญดังนี้
การสอบสวนทางระบาดวิทยาของโรคหรือปัญหาสาธารณสุขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยหรือโรคไม่ติดต่อก็ตาม ขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน ได้แก่ การเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยา เพื่อนำเสนอเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการดำเนินงานให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับผู้บริหารสาธารณสุขจนถึงผู้รับผิดชอบในระดับต่างๆ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนโรคควรให้ความสำคัญกับการเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยาให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า

วัตถุประสงค์ของการเขียนรายงานสอบสวน
1. เพื่อรายงานผลการสอบสวนทางระบาดวิทยา
2. เพื่อเสนอข้อคิดเห็นแก่ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ
3. เพื่อเป็นองค์ความรู้และแนวทางในการสอบสวนโรคครั้งต่อไป
4. เพื่อบันทึกเหตุการณ์ระบาดของโรคหรือปัญหาสาธารณสุขที่เกิดขึ้น

ประเภทของรายงาน
รายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยา แบ่งตามลักษณะรายงานได้เป็น 3 ประเภท หลักๆ ดังนี้
1. รายงานการสอบสวนเสนอผู้บริหาร แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ รายงานการสอบสวนเบื้องต้น (Preliminary Report) และรายงานการสอบสวนสรุปเสนอผู้บริหาร (Final Report)
1.1 รายงานการสอบสวนเบื้องต้น (Preliminary Report) เป็นรายงานที่ผู้สอบสวนโรคจัดทำไว้เสนอต่อผู้บริหารงานสาธารณสุขโดยเร็ว เพื่อที่จะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีภายหลังจากที่ได้ทำการสอบสวนโรคจนได้ข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญๆ รายงานการสอบสวนเบื้องต้นมักจะประกอบด้วย 6 หัวข้อหลัก ได้แก่ ความเป็นมา ผลการสอบสวนที่เน้นประเด็นสำคัญๆที่พบในการสอบสวนโรค แนวโน้มของการระบาด กิจกรรมควบคุมโรคที่ได้ดำเนินไปแล้ว สรุปความสำคัญและเร่งด่วน และข้อเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ควรจะจัดทำทันทีเมื่อกลับมาจากการสอบสวนในพื้นที่ รายงานการสอบสวนเบื้องต้นอาจจะขาดความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานควบคุมและป้องกันโรคให้ทันท่วงทีต่อสถานการณ์โรคในขณะนั้น และความยาวของรายงานมักจะไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ
1.2 รายงานการสอบสวนสรุปเสนอผู้บริหาร (Final Report) เป็นรายงานการสอบสวนที่จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อผู้บริหารสาธารณสุข เมื่อสิ้นสุดการสอบสวนโรคและเหตุการณ์นั้นแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปรายละเอียดผลการสอบสวนโรคให้ครบถ้วน และบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น รวมทั้งสัมฤทธิ์ผลจากการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคที่ได้ดำเนินการ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำหรับใช้อ้างอิงต่อไป
2. รายงานการสอบสวนฉบับสมบูรณ์ (Full Report) เป็นรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยาที่ผู้สอบสวนและทีมงานร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อสรุปรายละเอียดของผู้ป่วยหรือเหตุการณ์การระบาดของโรคที่ได้จากการสอบสวน รายงานประกอบด้วยชื่อเรื่อง ผู้รายงานและทีมสอบสวนโรค บทคัดย่อ ความเป็นมา วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ผลการสอบสวนโรค ตลอดจนกิจกรรมควบคุมป้องกันโรคต่างๆที่ได้ดำเนินการ ปัญหาและข้อจำกัดในการสอบสวน วิจารณ์ผล สรุปผล ข้อเสนอแนะ กิตติกรรมประกาศ และเอกสารอ้างอิงซึ่งรายงานฉบับสมบูรณ์นี้จะเป็นตัวชี้วัดผลงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานได้เป็นอย่างดี

3. รายงานบทความวิชาการ (Scientific Article) เป็นบทความวิชาการที่สามารถใช้เผยแพร่ผลการสอบสวนโรคในวงกว้าง ผู้สอบสวนโรคเขียนขึ้นเพื่อส่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งวารสารแต่ละฉบับมักจะมีรูปแบบการเขียนที่บังคับเฉพาะแตกต่างกันไปบ้าง มีประโยชน์อย่างมากในการเผยแพร่ผลงานวิชาการในวงกว้างและได้รับการอ้างอึงถึงบ่อยครั้ง

1. การเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยาเบื้องต้น


การเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยาเบื้องต้น เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของการเฝ้าระวังและสอบสวนทางระบาดวิทยา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อ หรือโรคไร้เชื้อ เช่น การบาดเจ็บ หรือโรคจากการประกอบอาชีพอื่นๆ เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการสอบสวนทางระบาดวิทยาควรจะเขียนรายงานการสอบสวนเบื้องต้น เสนอต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 24-48 ชั่วโมง ภายหลังกลับจากการสอบสวนในพื้นที่ เพื่อเป็นการแจ้งรายละเอียดให้กับผู้บริหารได้รับทราบและมีการดำเนินงานในขั้นต่อไป รายงานการสอบสวนเบื้องต้นมักมีความยาว 1-2 หน้ากระดาษ เอ 4
โดยทั่วไป ทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จะมีบทบาทหน้าที่หลักในการสอบสวนเหตุการณ์สาธารณสุขที่สำคัญในระดับอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนโรคเฉพาะราย เช่น กรณีที่มีผู้ป่วยเพียงรายเดียว หรือเพียงไม่กี่ราย ไปจนกระทั่งเมื่อพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นและเข้าข่ายของการระบาด ก็จะนับเป็นการสอบสวนการระบาด อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งแม้จะมีผู้ป่วยเพียงรายเดียว ก็นับว่าเป็นการระบาดได้ ถ้าหากเป็นโรคอุบัติใหม่ หรือโรคที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข
ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนโรคเฉพาะรายหรือการสอบสวนการระบาดของโรค ผู้สอบสวนโรคจะทำการเก็บข้อมูลรายละเอียดจากผู้ป่วยทุกๆราย ดังนั้น การเขียนรายงานการสอบสวนเบื้องต้นทั้ง 2 กรณี จึงใช้หลักการเดียวกัน แตกต่างเพียงที่รายงานการสอบสวนโรคเฉพาะราย สามารถบรรยายให้รายละเอียดข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละรายได้ครบถ้วน ในขณะที่รายงานการสอบสวนการระบาด จะสรุปรายละเอียดข้อมูลผู้ป่วยทุกราย นำเสนอเป็นภาพรวมของการระบาด

องค์ประกอบของรายงานการสอบสวนเบื้องต้น (Preliminary report)
1. ความเป็นมา
2. ผลการสอบสวน
3. กิจกรรมควบคุมโรคที่ดำเนินการแล้ว
4. แนวโน้มของการระบาด
5. สรุปความสำคัญทางสาธารณสุขและความเร่งด่วน
6. ข้อเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

1. ความเป็นมา
เป็นส่วนที่บอกถึงที่มาของการออกไปสอบสวนโรค เช่น เริ่มต้นได้รับแจ้งข่าวการเกิดโรคจากใคร หน่วยงานใด เมื่อไร และด้วยวิธีใด คณะที่ออกไปร่วมสอบสวนประกอบด้วยใครหรือหน่วยงานใดบ้าง เริ่มสอบสวนโรคตั้งแต่เมื่อไร และเสร็จสิ้นเมื่อไร สามารถระบุวัตถุประสงค์ในการสอบสวนโรคไว้ในส่วนนี้

2. ผลการสอบสวน
เป็นส่วนที่แสดงผลที่ได้จากการสอบสวนโรค หากเป็นการสอบสวนโรคเฉพาะราย ให้เขียนบรรยายรายละเอียดสำคัญๆของผู้ป่วย เช่น อาการ อาการแสดง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การวินิจฉัยโรค และการรักษา ข้อมูลส่วนบุคคล ประวัติการเดินทาง ประวัติสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยง หรือสาเหตุการเกิดโรค ในกรณีที่เป็นการสอบสวนการระบาดมีผู้ป่วยจำนวนหลายราย ให้นำข้อมูลผู้ป่วยมาเรียบเรียงและนำเสนอด้วยการแจกแจงตามตัวแปร บุคคล เวลา และสถานที่ ในบางเหตุการณ์ระบาด อาจนำเสนอกราฟเส้นโค้งการระบาด (Epidemic curve) ตามวันเริ่มป่วย หรือใช้แผนที่แสดงการกระจายของผู้ป่วยตามพื้นที่ หรือภาพถ่ายแนบมาในรายงานการสอบสวนด้วย

3. กิจกรรมควบคุมโรคที่ดำเนินการแล้ว
ให้ระบุรายละเอียดว่ากิจกรรมควบคุมโรคใดที่ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่น การทำลายแหล่งรังโรค การรักษาผู้ติดเชื้อ การให้สุขศึกษากับประชาชนในพื้นที่เกิดโรค ตลอดจนถึงการเก็บวัตถุตัวอย่างส่งตรวจ การติดตามผู้สัมผัสโรค การเฝ้าระวังการระบาดต่อเนื่อง ถ้าหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ให้ระบุว่าหน่วยงานใด ได้ดำเนินการในเรื่องใดไปบ้าง และกิจกรรมเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการควบคุมโรคในพื้นที่อย่างไรบ้าง

4. แนวโน้มของการระบาด
จากข้อมูลสถานการณ์โรคที่ได้จากการสอบสวนโรค ตลอดจนถึงประสิทธิผลของกิจกรรมควบคุมโรคที่ดำเนินการแล้ว ให้พยากรณ์แนวโน้มสถานการณ์ของการระบาดของโรค เช่น จำนวนผู้ป่วยกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคุมสถานการณ์ได้ยาก หรือการระบาดกำลังสงบลง อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไม่สามารถบอกแนวโน้มของการระบาดของโรคได้ เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ ควรบอกเหตุผลไว้ด้วย ข้อมูลในส่วนนี้มีความสำคัญต่อการทำงานของผู้บริหารสาธารณสุขในการตัดสินใจสั่งการ หรือให้การสนับสนุนการทำงาน

5. สรุปความสำคัญทางสาธารณสุขและความเร่งด่วน
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสอบสวนทางระบาดวิทยา ให้สรุปสถานการณ์ ระบุขนาดของปัญหาและผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของประชาชน บอกให้ทราบว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ หรือเป็นการระบาดของโรคที่รู้จักอยู่แล้วใช่หรือไม่ มีความต้องการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาในทันทีหรือไม่ โดยอาจจะพิจารณาเรื่องระดับของผลกระทบทางด้านอื่นๆ เช่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ประกอบด้วย

6. ข้อเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ให้เสนอแนะแนวทางหรือมาตรการที่ใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคที่ควรจะต้องดำเนินงานต่อไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเดิมที่จะให้ทำต่อเนื่อง หรือมาตรการใหม่ๆ ในกรณีที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานสาธารณสุขนอกพื้นที่ หรือหน่วยงานกระทรวงอื่นๆ ให้ระบุเรื่องที่ต้องประสานงานไว้ให้ชัดเจน

2. การเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยาสรุปเสนอผู้บริหาร

ใช้รูปแบบเดียวกันกับการเขียนรายงานการสอบสวน ฉบับสมบูรณ์ แต่ลดจำนวนองค์ประกอบลงให้
เหลือเพียงองค์ประกอบหลักๆ เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนรายงานสามารถปรับเพิ่มได้ตามความเหมาะสม

องค์ประกอบของรายงานการสอบสวนสรุปเสนอผู้บริหาร (Final report)
1. ชื่อเรื่อง (Title)
2. ผู้รายงานและทีมสอบสวนโรค (Authors and investigation team)
3. บทนำหรือความเป็นมา (Introduction or Background)
4. วัตถุประสงค์ (Objectives)
5. วิธีการศึกษา (Methodology)
6. ผลการสอบสวน (Results)
7. มาตรการควบคุมและป้องกันโรค (Prevention and control measures)
8. สรุปผล (Conclusion)
ส่วนรายละเอียดของการเขียนรายงานสรุปเสนอผู้บริหาร ใช้วิธีการเช่นเดียวกับการเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยา ฉบับสมบูรณ์
3. การเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยา ฉบับสมบูรณ์



การเขียนรายงานการสอบสวน ฉบับสมบูรณ์ เป็นการบันทึกเรื่องราวของเหตุการณ์การระบาดของ
โรคและผลการสอบสวนโรค โดยใช้หลักการและรูปแบบการเขียน เช่นเดียวกับเอกสารวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถใช้เป็นผลงานวิชาการของเจ้าหน้าที่งานระบาดวิทยาได้อย่างดี

องค์ประกอบของรายงานการสอบสวน ฉบับสมบูรณ์ (Full report)
1. ชื่อเรื่อง (Title)
2. ผู้รายงานและทีมสอบสวนโรค (Authors and investigation team)
3. บทคัดย่อ (Abstract)
4. บทนำหรือความเป็นมา (Introduction or Background)
5. วัตถุประสงค์ (Objectives)
6. วิธีการศึกษา (Methodology)
7. ผลการสอบสวน (Results)
8. มาตรการควบคุมและป้องกันโรค (Prevention and control measures)
9. วิจารณ์ผล (Discussion)
10. ปัญหาและข้อจำกัดในการสอบสวน (Limitations)
11. สรุปผล (Conclusion)
12. ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
13. กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgment)
14. เอกสารอ้างอิง (References)

1. ชื่อเรื่อง (Title)
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของรายงาน ที่จะบอกให้ผู้อ่านทราบว่าเป็นการสอบสวนทางระบาดวิทยาเรื่องอะไร เกิดขึ้นที่ไหน และเมื่อไร ควรเลือกใช้ข้อความที่สั้นกระชับ ตรงประเด็น ได้ความหมายครบถ้วน

2. ผู้รายงานและทีมสอบสวนโรค (Authors and investigation team)
ระบุชื่อ ตำแหน่งและหน่วยงานสังกัดของผู้รายงาน และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆที่ร่วมในทีมสอบสวนโรค

3. บทคัดย่อ (Abstract)
เป็นส่วนที่สรุปสาระสำคัญทั้งหมดของการระบาดหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความยาวประมาณ 250-350 คำ ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่ ชื่อผู้รายงานและหน่วยงาน ความเป็นมา วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ผลการศึกษา มาตรการควบคุมโรค และสรุปผล

4. บทนำหรือความเป็นมา (Introduction or Background)
เป็นส่วนที่บอกถึงที่มาของการออกไปสอบสวนโรค เช่น การได้รับแจ้งข่าวการเกิดโรคจากใคร หน่วยงานใด เมื่อไร และด้วยวิธีใด คณะที่ออกไปร่วมสอบสวนประกอบด้วยใครหรือหน่วยงานใดบ้าง เริ่มสอบสวนโรคตั้งแต่เมื่อไร และเสร็จสิ้นเมื่อไร

5. วัตถุประสงค์ (Objectives)
เป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมากในการเขียนรายงานการสอบสวนทางระบาดวิทยา เพราะจะช่วยให้ผู้อ่านทราบในเบื้องต้นว่า ผู้สอบสวนโรคมีวัตถุประสงค์อะไรบ้างในการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดแนวทาง และขอบเขตของวิธีการศึกษาที่จะใช้ค้นหาคำตอบในการสอบสวน

6. วิธีการศึกษา (Methodology)
เป็นส่วนที่บอกถึงวิธีการที่ใช้ในการค้นหาความจริงและตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ช่วยให้ผู้อ่านรู้ว่ามีวิธีการศึกษาอย่างไรบ้าง ในรูปแบบการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา ให้นิยามผู้ป่วยอย่างไร มีเครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้างที่ใช้ในการหาคำตอบ ได้มีการศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์เพื่อตอบสมมติฐานด้วยหรือไม่ ถ้ามีเป็นรูปแบบการศึกษาใด มีการศึกษาทางสภาพแวดล้อมหรือไม่ และมีการเก็บวัตถุตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างไร รวมทั้งให้บอกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

7. ผลการสอบสวน (Results)
เป็นส่วนที่แสดงผลที่ได้จากการสอบสวนโรคทั้งหมด ข้อมูลจะถูกนำมาเรียบเรียงผลการศึกษาตามตัวแปร บุคคล เวลา และสถานที่ อาจจะใช้รูปแบบการนำเสนอด้วยตาราง กราฟ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม โดยการเสนอผลการสอบสวน ต้องเขียนให้สอดคล้องกับวิธีการศึกษาและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ รายละเอียดและแนวทางการเขียนผลการสอบสวน มีดังนี้
1. ยืนยันการวินิจฉัยโรค แสดงข้อมูลให้ทราบว่ามีการเกิดโรคจริง โดยอาศัยผลการวินิจฉัยของแพทย์ ประกอบกับผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ อาจใช้อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยเป็นหลักในโรคที่ยังไม่ได้รับการยืนยันการวินิจฉัย เช่น ถ้าเป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหม่

2. ยืนยันการระบาด ในกรณีที่มีการระบาดของโรค ต้องแสดงข้อมูลให้ผู้อ่านเห็นว่ามีการระบาด (Outbreak) เกิดขึ้นจริง มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติเท่าไร โดยแสดงตัวเลขจำนวนผู้ป่วยหรืออัตราป่วยที่คำนวณได้ ส่วนในกรณีที่เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic disease) ให้แสดงข้อมูลเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยในเวลานี้ เปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยในปีที่ผ่านๆมา ในระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจจะใช้ค่า Median 3-5 ปี ย้อนหลัง หรือข้อมูลจากปีที่ผ่านมา แล้วแต่ความเหมาะสมในแต่ละกรณี

3. ข้อมูลทั่วไป เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นสภาพทั่วไปของพื้นที่เกิดโรค ในด้านต่างๆ ประกอบด้วย
- ข้อมูลประชากร เช่น จำนวนประชากรแยกเพศ กลุ่มอายุ หรืออาชีพ
- ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่เกิดโรค
- การคมนาคม และพื้นที่ติดต่อที่มีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรค
- ข้อมูลเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ที่มีผลต่อการเกิดโรค
- ข้อมูลทางสุขาภิบาล สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม

4. ผลการศึกษาทางระบาดวิทยา
4.1 ระบาดวิทยาเชิงพรรณนา เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของการเกิดโรคและการกระจายของโรค ทางระบาดวิทยา ได้แก่
- ลักษณะการกระจายของโรคตามลักษณะบุคคล ระบุกลุ่มอายุ เพศ หรืออาชีพที่มีอัตราป่วยสูงสุด ต่ำสุด และกลุ่มใดที่พบว่าเกิดโรคมากที่สุด และแสดงอัตราป่วยที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มผู้ป่วย (Attack rate)
- ลักษณะการกระจายตามเวลา แสดงระยะเวลาของการเกิดโรคตั้งแต่รายแรกถึงรายสุดท้ายตามวันที่เริ่มป่วย ประมาณระยะฟักตัวของโรคจาก Epidemic curve อธิบายลักษณะการเกิดโรคว่าเป็นการระบาดแบบใด เช่น แหล่งโรคร่วมหรือแหล่งโรคแพร่กระจาย
- ลักษณะการกระจายตามสถานที่ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเกิดโรคในแต่ละพื้นที่ ในรูปของ Attack Rate ตัวอย่างเช่น อัตราป่วยจำแนกตามชั้นเรียน หรือจำแนกตามหมู่บ้าน รวมถึงการจัดทำ Spot map แสดงการกระจายของผู้ป่วยตามพื้นที่ เป็นการแสดงจุดที่เกิดผู้ป่วยรายแรก (index case) และผู้ป่วยรายต่อๆมา ที่แยกสีตามระยะเวลาก็ได้
4.2 ระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ เป็นส่วนที่แสดงผลการศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ โดยนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ เช่น
- การทดสอบปัจจัยที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรค โดยนำเสนอผลการวิเคราะห์ในตาราง หาค่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในกลุ่มคนที่ป่วยและไม่ป่วยด้วยค่า Relative Risk หรือ Odds Ratio และค่าความเชื่อมั่น 95% (95% Confidence interval)
- การทดสอบทางสถิติ เพื่อดูว่าอัตราป่วยในกลุ่มคนที่ได้รับและไม่ได้รับปัจจัยที่สงสัยจะเป็นสาเหตุของโรค มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ โดยใช้ Chi-Square test

5. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นส่วนที่แสดงให้ทราบว่าในการสอบสวนครั้งนี้ ได้เก็บตัวอย่างอะไรส่งตรวจ เก็บจากใครบ้าง จำนวนกี่ราย และได้ผลการตรวจเป็นอย่างไร แสดงสัดส่วนของการตรวจที่ได้ผลบวกเป็นร้อยละ โดยจำแนกเป็น การเก็บตัวอย่างจากคน เช่น การเก็บ Rectal swab, Throat swab, Serum และการเก็บตัวอย่างส่งตรวจจากสิ่งแวดล้อม เช่น ตัวอย่างอาหาร น้ำ หรือวัสดุอื่นๆ ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

6. ผลการศึกษาสภาพแวดล้อม เป็นส่วนที่จะอธิบายเหตุการณ์แวดล้อมที่มีความสำคัญต่อการระบาดของโรค อาทิเช่น สภาพของโรงครัว แหล่งน้ำ ส้วม รายละเอียดขั้นตอนและกรรมวิธีการปรุงอาหาร มีขั้นตอนโดยละเอียดอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง

7. ผลการเฝ้าระวังโรค เพื่อให้ทราบว่าสถานการณ์ระบาดได้ยุติลงจริงหรือไม่ จึงควรที่จะได้ทำการเฝ้าระวังโรคต่ออีกเป็นระยะเวลา 2 เท่าของระยะฟักตัวของโรค เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นอีก

8. มาตรการควบคุมและป้องกันโรค (Prevention and control measures)
ให้ระบุรายละเอียดว่ามีมาตรการควบคุมและป้องกันโรคอะไรบ้างที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาตรการใดที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และมาตรการใดที่เตรียมจะดำเนินการต่อไปในภายหน้า

9. วิจารณ์ผล (Discussion)
เป็นส่วนที่ผู้สอบสวนโรคจะวิจารณ์ผลการสอบสวนโรคที่ได้ทำ โดยใช้ความรู้ที่ค้นคว้าเพิ่มเติมมาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วิเคราะห์หาเหตุผลและสมมติฐานในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังอาจชี้ให้เห็นว่าการระบาดในครั้งนี้แตกต่างหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับการระบาดในอดีตหรือไม่ อย่างไร

10. ปัญหาและข้อจำกัดในการสอบสวน (Limitations)
การสอบสวนโรคครั้งนี้มีปัญหาอะไรบ้าง ที่ทำให้เป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการสอบสวนโรค ส่งผลให้ไม่สามารถตอบวัตถุประสงค์ได้ตามต้องการ ควรเขียนออกมาเป็นข้อๆ พร้อมทั้งบอกแนวทางการแก้ไขปัญหาในแต่ละข้อ เพราะจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่จะทำการสอบสวนทางระบาดวิทยาของโรคเดียวกันนี้ในครั้งต่อไป

11. สรุปผลการสอบสวน (Conclusion)
เป็นการสรุปสาระสำคัญที่ค้นพบจริงจากการสอบสวนทางระบาดวิทยา เป็นการสรุปรวบยอดเพื่อตอบวัตถุประสงค์และสมมติฐานที่ตั้งไว้ อธิบายถึงความสัมพันธ์ของการเกิดโรคตามบุคคล เวลา สถานที่ โดยทั่วๆ ไป การสรุปผลการสอบสวนควรจะตอบคำถามในประเด็นต่างๆ ดังนี้
- Etiologic agent ในการเกิดโรคคืออะไร โดยใช้อาการแสดง อาการของโรค และรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมทั้งระยะฟักตัว หรือ Epidemic curve
- Source of infection คืออะไร บางโรคอาจหาได้ หรือบางโรคอาจหาไม่ได้ ถ้าไม่สามารถค้นหาได้ควรจะบอกในรายงานด้วย
- Mode of transmission ระบุลักษณะการถ่ายทอดโรคว่าเป็นอย่างไร
- High risk group กลุ่มประชากรที่เสี่ยง คือกลุ่มใด
- Risk factor ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมีอะไรบ้าง
- Current situation สถานการณ์ของโรคหรือเหตุการณ์ สงบเรียบร้อย หรือระบาดซ้ำ

12. ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
ข้อเสนอแนะที่ผู้สอบสวนและทีมงาน เสนอแนะต่อหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการสอบสวนโรคในครั้งนี้ อาจจะเป็นข้อเสนอในเรื่องมาตรการควบคุมป้องกันการเกิดโรคในเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในอนาคต หรือเป็นเข้อเสนอแนะที่จะช่วยทำให้การสอบสวนโรคมีประสิทธิภาพได้ผลดีมากขึ้น

13. กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgment)
ให้กล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนโรค และให้การสนับสนุนด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตลอดจนผู้ที่ให้ข้อมูลอื่นๆ ประกอบการทำงานสอบสวนโรคหรือเขียนรายงาน ซึ่งรายชื่อที่ปรากฏในส่วนของกิตติกรรมประกาศ จะไม่ซ้ำกับชื่อที่อยู่ในส่วนของทีมสอบสวนโรค

14. เอกสารอ้างอิง (References)
โดยทั่วไปเมื่อมีการค้นคว้าหาข้อมูลทางวิชาการจากเอกสารทางการแพทย์หรือวารสารวิชาการต่างๆ เพื่อประกอบการเขียนรายงาน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนการวิจารณ์ผลหรือเนื้อหาส่วนอื่นก็ตาม ควรจะต้องทำการอ้างอิงชื่อผู้เขียน ชื่อบทความ ชื่อเอกสารนั้นและรายละเอียดอื่นๆ มาแสดงไว้ในส่วนเอกสารอ้างอิง เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจสามารถไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมต่อไปได้ ปัจจุบัน รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในงานเขียนเอกสารวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ การอ้างอิงแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver style)

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเขียนรายงาน
1. ผู้เขียนได้รับความรู้เพิ่มเติมจากการทบทวนความรู้จากหนังสือ เอกสาร วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสังเคราะห์ความรู้จากเหตุการณ์และกิจกรรมที่ดำเนินการในขณะทำการสอบสวน
2. ผู้บริหารสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด และสามารถนำข้อมูลจากการสอบสวนโรค ไปวางแผนเพื่อควบคุมและป้องกันโรคต่อไป
3. ผู้อ่านที่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับงานระบาดวิทยาได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสอบสวนทางระบาดวิทยาเพิ่มขึ้น
4. ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของการสอบสวนทางระบาดวิทยาในประเทศไทย