วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ฟังเสียงหัวใจ หนังสือความเครียดเล่มแรก(เยี่ยมผู้ป่วยTB)


 เมื่อวันจันทร์ ได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยวัณโรคตามคำเรียกร้อง ของน้องผู้รับผิดชอบงานวัณโรคที่ รพ.สต. บอกว่าผู้ป่วยมีปัญหา ไม่ยอมรับการรักษา โดยไม่เชื่อว่าตัวเองป่วยเป็นวัณโรค พอออกไปที่ รพ.สต.พร้อมกับพี่นิว ผู้รับผิดชอบงานวัณโรคของโรงพยาบาล(TB Clinic) ได้รับข้อมูลจาก รพ.สต.ว่า "ผู้ป่วยไม่ได้ป้องกันตนเอง ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย ญาติพี่น้องผู้ป่วยก็ไม่ยอมรับว่าผู้ป่วย"  พี่TB Clinic บอกว่า "พี่ได้พูดมาเยอะแล้ว สำหรับคนไข้คนนี้ เธอพูดก็แล้วกัน"  ฟังความข้างเดียวคงกระไรอยู่  ในฐานะคนนำสาร จำจะต้องนำสารไปส่งผู้ป่วยอีกสักรอบ
         ออกจาก รพ.สต. พร้อมกับน้องๆ อีกสองคน ไปถึงบ้านผู้ป่วย ห่างจาก รพ.สต.ประมาณกิโลกว่าๆ  บริเวณบ้านดูสะอาดสะอ้าน ต่างจากบ้านผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่ ผู้ป่วยเป็นผู้หญิง อายุประมาณ 55 ปี สภาพครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ มีอาชีพหลัก ทำนา สภาพผู้ป่วยดูแข็งแรง วันที่นั่งคุยก็มีแม่ผู้ป่วย อายุซัก 85 ปี ดูผิวพรรณดี และแข็งแรงเหมือนกัน
         เราเริ่มคุย โดยใช้รูปแบบการตกลงบริการแบบมีส่วนร่วม แต่ปรับใช้ เป็นการพูดคุยแบบมีส่วนร่วมโดยเนื้อหายึด หลักของ Health Believe Model  ส่วนการมีส่วนร่วมประยุกต์ใช้เทคนิค ORID Model ส่วนของรายละเอียดคงจะไม่พูดถึงนะครับ จากการพูดคุยถึงได้รับรู้ว่า.......หากเปรียบปัญหาความเครียดของผู้ป่วยเหมือนกองหนังสือที่ซ้อนกันอยู่ 
..... หนังสือเล่มสุดท้ายที่เราเห็นคือการปฏิเสธการรักษา การไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย 
..... ยังมีหนังสืออีกหลายเล่ม ที่วางซ้อนกันอยู่ 
....  หนังสือเล่มใหญ่ คือ ผู้ป่วยมีความเครียดเรื่อง ทำไมตัวเองไม่มีอาการของวัณโรคเลยแล้วถูกวินิจฉัยว่าป่วย 
.... หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ ทำไมผู้ป่วยกินยารักษาวัณโรคแล้วอาการยิ่งแย่ลง อ่อนเพลีย จากเคยแข็งแรงกลับแย่กว่าเดิมอีก
.... หนังสือเล่มใหญ่หนาที่สุด คือ ผู้ป่วยเป็นคนอัธยาศัยดี มีเพื่อนบ้านมากมาย เคยขายเครื่องสำอาง เคยถูกชมว่าผิวดี ไปไหนมาไหนมีคนทักทายตลอด แต่การป่วยเป็นวัณโรคครั้งนี้ เขาได้สูญเสียสิ่งที่เคยภูมิใจ แม้แต่สามีก็ดูมีท่าทีเหมือนรังเกียจ เพื่อนบ้านหรือใครมาหาก็ต้องบอกให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยก่อน ชีวิตของการป่วยด้วยวัณโรค มันน่ารังเกียจขนาดนี้เลยหรือ
       หากเปรียบความเครียดของผู้ป่วยเหมือนกองหนังสือที่ซ้อนกันอยู่ บางทีหนังสือเล่มบางๆที่เรามองเห็นว่าเล็กน้อย ไม่น่าจะสำคัญเลย อาจทำให้หนังสือทั้งกองพังลงมา เพราะเรามองเห็นหนังสือแค่เล่มสุดท้าย ที่เรามักพูดว่า "แค่เรื่องแค่นี้นะเหรอ"
     จากการพูดคุยแลกเปลี่ยน พอจะได้ช่วยอ่านหนังสือที่ซ้อนกันอยู่ หลายๆเล่ม และพอจะฉีกความหนาของหนังสือแต่ละเล่ม ให้เล่มบางลง  หวังว่าการได้คุยกันคงทำให้ผู้ป่วยได้มีกำลังใจต่อไป
......ก่อนกลับ ผู้ป่วยเอาข้าวสาร มาฝาก ว่าจะไม่รับแล้วหล่ะ แต่กลัวว่าจะทำให้ หังสือมันกลับหนาขึ้นมาอีกครับ เพราะว่าผู้ป่วย สำทับว่า"ถ้าไม่เอาถือวา่ารังเกียจกันนะหมอ" 5555


วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

            นานแล้วไม่ได้เขียนบันทึก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีเรื่องเขียน หรือว่าไม่มีเวลาเขียน แต่วันนี้ขอบันทึกไว้สักหน่อย เคยออกเยี่ยมผู้ป่วยวัณโรคแทบทุกคนที่ขึ้นทะเบียนในอำเภอ แต่ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะเจอคนที่เคยพบกัน เมื่อ 5 ปีก่อน
            เมื่อประมาณ 5 ปี ที่แล้ว มีชายคนหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อซาฟารีสีกรมท่ามอมๆ ด้อมๆมองๆ ที่ด้านหน้าประตูของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว ก่อนที่จะถามว่าหมอแฟรงค์ทำงานที่นี่มั้ย ทันทีที่มองเห็นหน้าของผม แววตาที่ลังเล ท้อแท้ ของแกดูมีประกายขึ้นมาทันที แกเล่าว่ามาเฝ้าลูกสาวคลอดลูกที่โรงพยาบาลได้หลายวันแล้ว วันนี้เป็นวันที่หมอให้กลับบ้านได้ แต่กว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว ช่วยตามรถประจำทางมารับที ซึ่งรถประจำทางที่เข้าออกหมู่บ้านนี้มีเพียงคันเดียว แดนรถเพียงเที่ยวเดียว ปรากฎว่ารถประจำทางได้กลับไปแล้ว
            เมื่อ20 ปีที่แล้ว บรรจุทำงานครั้งแรก ผมบรรจุทำงานที่สถานีอนามัยทุ่งมน ที่ตำบลนี้เหมือนกับเป็นบ้านเกิดในชีวิตหมออนามัย หากเปรียบเหมือนหนอนผีเสื้อ ตำบลแห่งนี้เองหนอนผีเสื้อตัวนี้ได้ลอกคราบออกมาเป็นผีเสื้อโบยบินอย่างมีความสุขในความเป็นหมออนามัย เย็บแผล เบ็ดเกี่ยวขา เงี่ยงปลาปัก ฉมวกยิงปลาแทงเรื่องจิ๊บๆ งานป้องกันควบคุมโรค งานมวลชน ทีมงานกรรมการหมู่บ้านตุ้มโฮมตรึม!!!  ทุกวันต้องจัดคิวไปกินข้าวเย็นในแต่ละหลังคาเรือน(เวอร์)  ผมนอนที่สถานีอนามัยค่าเวรไม่มี ค่าตอบแทนไม่มีสักอย่าง แต่มีความสุขมาก ปลาตัวใหญ่ๆ อาหารที่อร่อยๆ อาหารแปลกๆที่ชาวบ้านหามาได้จะต้องเรียกหมอไปกินด้วยเสมอ ผมยังจำได้ในบางครั้งที่กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่จะมีของฝากจากชาวบ้านฝากกลับไปให้ด้วยเสมอ บางครั้งไม่อยู่บ้านพักกลับมาบางทีเจอกล้วยน้ำว้าห้อยไว้ที่บันไดบ้านพักพร้อมจดหมายน้อยหนึ่งฉบับ(เขียนไปยังแอบยิ้มเมื่อคิดถึงวันเก่าๆ) คนในตำบลนี้จึงเหมือนกับญาติของผมทุกคน
              ผู้ป่วยทีผมเจอวันนี้ เป็นผู้หญิงที่ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลเมื่อ 5 ปีก่อน วันนี้เธอป่วยด้วยวัณโรค จิตเวช ไธรอยด์ สามีแทบจะเรียกว่าทิ้งไปแล้ว นานๆมาดูลูกทีหนึ่ง ทุกวันนี้มีเพียงอยู่กับลูก และ พ่อ ที่ดูแลเธอมาตลอด
              เมื่อ 5 ปีก่อนผมตัดสินใจขับรถมาส่งครอบครัวนี้ เพื่อแลกกับอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้รับมันนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ แล้วสิ่งที่ผมได้รับมันคุ้มค่าจริงๆหลังจากนั้นหนึ่งวันมีคนฝากพริกและมะเขือมาให้....ความรู้สึกเมื่อ 20 ปีที่แล้วผมได้มันกลับมาแม้เพียงชั่วคราวก็ตาม

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตำบลกุดกุงร่วมใจไม่กินปลาดิบ


























วันนี้เป็นวันเสาร์แต่มีภารกิจที่ต้องไปพัฒนาโจทย์งานวิจัยของ สกว. ที่จริงแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขามากหรอก แต่เคยได้ยินพี่สมัคร พุ่มทอง ผอ.รพ.สต.กุดกุงเล่าให้ฟังว่า ที่กุดกุงมีการตรวจพยาธิใบไม้ตับแล้วเจอว่า พบคนที่มีไข่พยาธิใบไม้ตับในอัตราที่สูงมาก แล้วพอดีได้ข่าวว่าผู้ประสานงานของ สกว. กำลังหาพื้นที่วิจัยพอดี จึงลองเสนอพื้นที่ตำบลกุดกุงเพื่อลองพัฒนาหัวข้อการวิจัยดู ซึ่งผู้ประสานงานของ สกว.ค่อนข้างจะเข้มงวดกับเรื่องที่ว่า เรื่องที่จะวิจัยต้องได้มาจากชุมชนจริงๆ คนในชุมชนต้องอยากทำ อยากเรียนรู้ และเห็นประโยชน์ที่จะทำวิจัย นัดประชุมกันไว้เวลา 10.00 น.ที่ อบต.กุดกุง ผมเข้าไปถึง อบต.กุดกุง ประมาณ 10.15 น.เมื่อไปถึงผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมกันหมดแล้ว (แง่ว) โดยส่วนใหญ่ผู้เข้าประชุม เป็นผู้นำชุมชน สอบต. อสม.ซึ่งต้องขอชื่นชมที่ทั้ง กำนัน นายกองค์การบริหารตำบลกุดกุง และ ผอ.รพสต. อยู่กันพร้อมหน้า เป็นนิมิตหมายอันดีว่างานนี้น่าจะไปด้วยดี





เริ่มประชุมโดยผมเป็นเริ่ม แนะนำทีมที่มา ซึ่งมีพี่เล็ก พนมวรรณ คาดพันโน ผู้ประสานงาน สกว. จังหวัดยโสธร และน้องหนึ่ง ผู้ช่วยผู้ประสานงาน และพูดถึงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของ สกว.นิดนึง (ก็ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไหร่555) แล้วส่งต่อให้น้องหนึ่ง ต่อมาน้องหนึ่ง ก็ได้ให้ทีมจากชุมชนแนะนำตัวเพื่อละลายความเครียดและเริ่มเป็นกันเองมากขึ้น





หลังจากจากนั้นกระบวนการพัฒนาโจทย์งานวิจัยก็เริ่มขึ้น จากพี่เล็ก โดยให้ในทีมคิดว่าปัญหาสุขภาพหรือโรคติดต่อ โรคไหนที่มีในชุมชนและเป็นปัญหาสำคัญของชาวบ้านเรา ในที่ประชุมก็คิดกันมารวมแล้วได้ 12 โรคพอดี (โรคโหลๆ) ในจำนวน 12 โรคคิดว่าโรคไหน เป็นปัญหามากที่สุด โดยในที่ประชุมช่วยกันออกความคิดเห็น ในบรรยากาศที่ทุกคนต่างก็กล้าแสดงความคิดเห็น และสนุกสนาน (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งว่าภาครัฐเราทำอะไรอยู่ รูปแบบการทำงานแบบนี้หายไปไหน ทั้งที่เราพูดทุกครั้งว่าอยากให้มีส่วนร่วม) โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องกันไปในเรื่อง พยาธิใบไม้ตับ มะเร็งตับ การกินปลาดิบ




ในการระดมความคิดนี้ รองนายก อบต.คุณวิลัย ชาวป่า บอกว่า"บ้านเราหากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกินปลาดิบ ต่อไปจะป่วยกันเยอะ จากการที่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่าภาคอีสานป่วยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับอันดับหนึ่งของประเทศ "





กำนันบอกว่า ถ้าป่วยด้วยโรคนี้แล้วมียารักษาอย่างเดียวคือไม้เค็ง(ไม้เผาศพ) ที่รักษามีที่เดียวคือคลินิกปู่ทอง(เมรุเผาศพ)




ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 คุณเวชยันต์ วงศ์ชมพู"บ้านเรามีแหล่งน้ำมาก ปลาก็เลยมาก โอกาสการกินปลาดิบก็เลยมากขึ้น"





นายก อบต. "การกินก้อยปลาส่วนใหญ่ กินเป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะการเอาเยาะ(บ้านปลา โดยเอาไม้มาสุมๆกันไว้ให้ปลามาอยู่ตอนหน้าแล้ง)บ้านเรามีชื่อเสียงในเรื่องปลามาก จนต่างจังหวัดก็มากินปลาที่นี่ล่าสุดยังมีรองผู้ว่าจากจังหวัดแห่งหนึ่งยังมากินก้อยปลาที่นี่ ถ้าญาติพี่น้องมาหากันก็ต้องมีการกินก้อยปลา จนเหมือนเป็นวัฒนธรรมแล้ว"





แล้วที่ประชุมก็ให้ข้อมูลร่วมกันว่า มันเป็นเรื่องสนุกสนาน และมีความสุข ในการกินก้อยปลา โดยคิดว่า กินเหล้าขาวเข้าไปก็ฆ่าพยาธิได้ และ คิดว่าการเอามดแดงมายำใส่ ก็ทำให้พยาธิตาย และ อสม.จันทมณี บอกว่า"ไทบ้านบอกว่า ก้อยปลาดิบ มันแซบหลาย ตายกะช่างมัน"





ในช่วงนี้สังเกตว่าในทีประชุมเริ่มมีความกังวลว่า ถ้าทำโครงการนี้แล้ว จะไม่ได้กินปลาดิบ พี่เล็ก ได้ถามทวนว่า"ถ้ามันแซบ ถ้ามันสนุกขนาดนี้แล้ว เราจะเลิกกินก้อยปลากันจริงๆเหรอ"





อสม.กัญญา บุปผาสังข์ ได้ให้ความเห็นว่า"เราน่าจะทำได้ เพื่อให้รุ่นลูก รุ่นหลาน ได้เลิกกินก้อยปลา เลิกกินปลาดิบ"




มีผู้แสดงความเห็นด้วยในประเด็นนี้ โดย สอบต.จำรัส ศรีมหาพรหม ได้บอกว่า"การกินก้อยปลา บางทีแทบต้องหลบลูกหลานกิน ไม่อยากให้เขาเห็น"




กำนันตำบล ได้ให้ความเห็นว่า"การกินสุกมันก็อร่อยแต่ที่กินดิบๆ เพราะผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่ากันมาว่า การกินดิบๆจะทำให้มีเรี่ยวแรง มีกำลังมากกว่าการกินสุกๆ"




หลังจากพูดคุยกันในเรื่องกินปลาดิบ กินก้อยปลากันอย่างออกรส ออกชาด จนใกล้จะเที่ยง จนได้วัตถุประสงค์ของโครงการว่า เราอยากได้อะไรจากการทำวิจัยครั้งนี้








  • ทำไมคนในชุมชนถึงชอบกินปลาดิบ( เพื่อศึกษาบริบท ปัจจัย ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคปลาดิบ)




  • มีทางเลือกอื่นหรือไม่ที่เป็นทางเลือกในการบริโภคอาหารแทนก้อยปลา (เพื่อศึกษารายการอาหารในท้องถิ่นที่สามารถทดแทนการบริโภคปลาดิบ"




  • เพื่อศึกษาผลกระทบของการบริโภคปลาดิบต่อครอบครัว และชุมชน




หลังจากที่ได้ข้อมูลที่คิดว่ามั่นใจว่าโครงการนี้เป็นโครงการของชุมชนจริงๆ และชุมชนจะเป็นผู้ดำเนินการและใช้ประโยชน์จากโครงการวิจัยอย่างเต็มที่ ทีมผู้ประสานงานวิจัย จึงได้อำลาพาจากอย่างมีความสุขด้วยเวลาเที่ยงแก่ๆ พร้อมกับรอยยิ้มอย่างมีความมีความสุขของผู้ร่วมประชุม จนลืมหิวน้ำหิวข้าว





วันนี้เป็นวันหยุดที่น่าจะอยู่บ้าน แต่ที่ไปครั้งนี้ผมก็รู้สึกเหมือนกับได้อะไรมากมาย ทั้งที่ทำไปไม่ได้เงินสักบาท แถมเสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถไปเองตะหาก คงเหมือนกับทีมวิจัยของกุดกุง ที่มาด้วยหัวใจ พี่สมัคร พุ่มทอง ก็สุดยอดจริงๆไปทั้งๆที่ผมประสานเรื่องการนัดประชุมในบ่ายวันศุกร์ ประสานงานแค่วันเดียวมีคนมาประชุมมากมายขนาดนี้ เป็นทุนของตำบลกุดกุงและคิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้แทบทุกที่ เพียงแค่ภาครัฐจะให้โอกาสชุมชนอย่างจริงใจหรือไม่เท่านั้นเอง





ขอบคุณพี่เล็กและน้องหนึ่ง สำหรับข้าวเที่ยง





ขอบคุณพี่สมัคร และทีมงานตำบลกุดกุง ที่คิดทำเรื่องดีๆเรื่องหนึ่งให้กับชุมชน และทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานต่อไป















วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รพ.สต.ดงแคนใหญ่ กับ การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง




รพ.สต.ดงแคนใหญ่ เป็น รพ.สต.ที่เคยได้รับรางวัล สถานีอนามัยดีเด่นระดับประเทศ ปี 2550 หลังจากนั้น รพ.สต.ดงแคนใหญ่ ได้พัฒนาต่อเนื่องมาตลอด จนมีผู้มาศึกษาดูงานจำนวนมาก ในตลอด สี่ปีที่ผ่านมา จนถึงทุกวันนี้ รพ.สต.ดงแคนใหญ่ ยังคงเป็น รพ.สต.ที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน ของ รพ.สต.ทั่วทั้งประเทศ และยังเป็นแหล่งฝึกงาน ของนักศึกษาสาธารณสุข ของม.ราชภัฎ อุบลราชธานี ซึ่งวันที่ออกไปเยี่ยม รพ.สต. ก็เป็นช่วงที่ น้องนักศึกษา กำลังออกฝึกงานพอดี เลยได้ฝาก การบ้านเรื่องการสอบสวนโรค ซึ่งเป็นเรื่องที่จะได้ออกไปสอนน้องนักศึกษาพอดี

รพ.สต.โพนสิม น้องใหม่กำลังมาแรง


บ้านพักหลัง รพ.สต.



วันที่ 12 ตุลาคม 2554 เป็นวันพุธ ซึ่งทุกวันพุธ ผมต้องออกเยี่ยม case TB วันนี้เป็นวันที่ตั้งใจว่าจะไปที่ รพ.สต.โพนสิม โดยการเยี่ยมแบบ surprise visit โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เลยได้พบกับการพัฒนา รพ.สต.ของ ผอ.บัณดิษฐ สร้อยจักร ผอ.รพ.สต.โพนสิม มีการจัดการและบริหารงาน ทั้งเรื่องโครงสร้าง และการบริหารบุคคล ได้อย่างยอดเยี่ยม
สำหรับการออกเยี่ยมผู้ป่วย ผอ.บัณดิษฐ ได้พาออกไปเยี่ยมที่บ้านผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยไม่อยู่ พบเพียงญาติผู้ป่วย จากการสอบถามญาติ พบว่าผู้ป่วยได้ดื่มเหล้าเป็นบางครั้ง จึงนัดเพื่อจะพูดคุยกันในวันพุธหน้า โดยนัดผู้ป่วยทุกคนในเขต รพ.สต.โพนสิมเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
กลับมาที่ รพ.สต.โพนสิม ผอ.บัณดิษฐ ได้พาเยี่ยมชมการพัฒนา รพ.สต. และพูดคุยแนวคิดการทำงานกับน้องที่ทำงานด้วยคือ น้องเติร์ก ธีระวงค์ ธรรมแก้ว พยาบาลวิชาชีพ ,น้องจุ๊ กาญจนา ไชยมาตร นักวิชาการสาธารณสุข แล้วน่าดีใจแทนชาวบ้าน ที่มีทีมงานสุขภาพที่พร้อมในการดูแลสุขภาพประชาชน และมีการพัฒนาส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพในอนาคต

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Steve Jobs ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ


Steve Jobs คุณไม่เคยตายจากหัวใจของเหล่าผู้กล้า
คุณได้ปลุกวิญญาณของเราให้กล้าที่จะเดินในทางที่ตัวเองเลือกและรักที่จะเป็น
1. Beginners don’t have baggage – เริ่มอย่างไร้กังวล
เริ่มต้นเล็กแต่คิดใหญ่ ผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเริ่มจากศ ูนย์แล้วนับหนึ่ง จากเอแล้วไปบี มักเป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ดีๆ “ผมไม่รู้คุณค่าของปรัชญานี้จนกระทั่งผมโดนเฉดหัวออก จากแอ็ปเปิ้ลครั้งแรก นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยทีเดีย ว ความกดดันในความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโปร่งโ ล่งสบายของการเป็นผู้ ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความคิดสร้างสรรค์และมีไอเดียกระ ฉูดมากที่สุด”
2. Be bold – จงห้าวหาญ
สตีฟมักย้ำถึงการทำสิ่งที่ชัดเจนด้วยความกล้าและปราศ จากความกลัว เขากล่าวว่า “ชีวิตคนสั้นนัก จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้”
3. Be what’s next – มองหาสิ่งใหม่
มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ จงเรียนรู้ อย่าฟูมฟายกับอดีตที่จบไปแล้ว อย่าคร่ำครวญกับสิ่งที่หายไป เราควรที่จะคิดถึงสิ่งใหม่ๆในชีวิตของเราที่ยังรอการ ค้นพบ บางครั้งก้าวแรกอาจจะแสนยาก แต่จงเริ่มต้นทำ และความกล้าหาญจะเกิดขึ้นตามมา “ถ้าผมได้บริหารแอ็ปเปิ้ล ผมคงจะมุ่งพัฒนาให้แม็คอินทอชเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ าสุดๆ ด้วยการคิดค้นลูกเล่นใหม่ๆ สงครามพีซีมันจบนานแล้ว และไมโครซอฟท์คือผู้ชนะ”
4. Design by committee doesn’t work. – อย่าให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินชี้ชะตา
มัน เป็นเรื่องยากที่จะออกแบบอะไรซักอย่างตามความต้องการ ของพวกคนที่มานั่ง ประชุมกัน คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอยากได้อะไรจริงๆ จนกว่าจะได้เห็นสิ่งนั้น”
5. Design is more than veneer – การออกแบบไม่ใช่การสร้างเปลือกนอกเพื่อห่อหุ้ม แต่มันคือสิ่งที่มีมิติและมีองค์ประกอบซ้อนกันหลายชั ้น
“ใน บริบทของใครหลายคน การออกแบบเป็นแค่การสร้างเปลือกนอก เป็นแค่การตกแต่งภายใน เปรียบเสมือนผ้าหุ้มโซฟา แต่สำหรับผมแล้ว การออกแบบคือจิตวิญญาณขั้นต้นของการใช้ความคิดสร้างส รรค์ ผลิตภัณฑ์ที่มีหัวใจของการออกแบบที่ดีแสดงออกถึงพิ้น ผิวของมัน ซึ่งทับซ้อนกันอยู่หลายระดับ”
6. Don’t live someone else’s life – จงใช้ชีวิตในแบบของคุณ
“ช่วง เวลาชีวิตสั้นนัก อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าด้วยการทำตามผู้อื่น อย่ายึดติดกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับ และอย่าปล่อยใจไปตามความคิดของคนอื่น เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทำตามที่หัวใจคุณเรียกร้องและสัญชาตญาณ”
7. Drive to do great things – ค้นหาความทะเยอทะยานและปรารถนาที่แท้จริงของคุณให้พบ
“นึกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และทำมันให้แตก ต่างจากคนอื่น หนทางเดียวที่จะสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ก็คือรักในสิ่ง ที่คุณทำ จงสร้างความประทับใจให้ตัวเองมิใช่ผู้อื่น”
8. Excellence is a way of life – มองหาความเป็นเลิศ
สตีฟได้บรรลุแนวทางนี้ด้วยการนำศิลปะและ วิศวกรรมมาเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัว เขาได้ยกระดับของสุนทรีย์แห่งการออกแบบให้สูงขึ้น “คุณภาพและความงามคือเป้าหมายสูงสุด หลายคนมักไม่คุ้นเคยกับสภาวะการทำงานที่ต้องอาศัยควา มเป็นเลิศ เพราะไม่ต้องใช้มันบ่อยนัก ถึงกระนั้นความเป็นเลิศคือหัวใจสำคุญที่สุดของการทำง าน”

9. Get out of the way for the moving force – จงอย่าเป็นตัวถ่วง
สตีฟไม่เคยเก็บคนไร้ประโยชน์เอาไว้ เขาตระหนักดีว่าคนที่ทำงานคือพวกที่สร้างประโยชน์ “หน้าที่หลักของผมคือทำให้คนที่ทำงานจริงๆ นั้นอยู่ดีมีสุข และเก็บพวกคนที่ไม่ทำงานเอาไว้ให้ห่างจากคนที่มีประโ ยชน์เหล่านี้”

10. If they fall in love with the company, everything else takes care of itself – มองหาคนทำงานที่มีความรักทุ่มเทให้กับองค์กร
“จริง อยู่ที่สมรรถภาพคือตัวแปรแห่งความสำเร็จ แต่คนทำงานเหล่านั้นจะรักบริษัทหรือเปล่า ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเขารักแอ็ปเปิ้ล เขาจะนำพาแต่สิ่งที่ดีที่สุดมาสู่แอ็ปเปิ้ล ไม่ใช่ทำเพื่อตัวผมหรือตัวเองหรือใครก็ตาม” 11. It better be worth it. – ไม่ลองไม่รู้ จงทำให้ดีที่สุด อย่ามัวแต่หยุดนิ่งอยู่กับที่
“เมื่อเราได้เลือกแล้วว่าจะทำอะไร ฉะนั้นจงเชื่อว่ามันจะออกมาดีคุ้มค่าเหนื่อย”
12. It’s not the money. It’s the impact.- เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต คุณค่าของเราอยู่ที่การได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
“ผมไม่แคร์หรอกว่าจะได้นอนกอดเงินเป็นล้านอยู่ในหลุม ศพ สิ่งสำคัญสำหรับผมคือการได้ระลึกถึงสิ่งดีงามที่เราไ ด้ทำลงไปก่อนเข้านอน”
13. It’s the crazy ones who change the world – จงคิดนอกกรอบ
กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น คนที่บ้าพอที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครสามารถเปลี่น แปลงโลกได้ เพราะสิ่งนั้นคือผลพวงของอัจฉริยะ
14. Innovation distinguishes between a leader and a follower.- สร้างนวัตกรรมใหม่
นวัตกรรมจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม จ้างคนที่ต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาทำงาน ถึงแม้คุณจะมีคนทำงานเก่งกาจมากมาย คุณต้องเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ชี้นำให้พวกเขาทำงานร่วมกันเป็นทีม “นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการหว่านเม็ดเงิน มันเกิดจากการใช้มันสมองของคนให้เต็มที่ด้วยการเป็นผ ู้นำที่ดี ตอนที่เราคิดค้นเครื่องแม็คขึ้นมา ไอบีเอ็มใช้เงินลงทุนมากกว่าเรา 100 เท่า มันอยู่ที่คนของคุณ อยู่ที่แนวทางของการนำพาคนเหล่านั้น”
15. Make people great. – เคี่ยวเข็ญคนของคุณให้เป็นคนเก่
“ผมจะไม่ทำตัวเหลาะแหละกับลูกน้อง หน้าที่ผมคือเขี่ยวเข็ญให้พวกเขาเก่งยิ่งขึ้นไปอีก”

16. Perseverance pays off.- ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
สตีฟเชื่อว่า “ครึ่งหนึ่งขององค์ประกอบทั้งมวลแห่งความสำเร็จของพว กนักลงทุนทางการเงินคือความวิริยะอุตสาหะ”

17. Put your heart and soul into it – จงทำมันให้เต็มที่ เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชนและพิชิต
“กุญแจสำคัญคือความไม่กลัว ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณแห่งการบรรลุเป้าหมาย”
18. Pick your priorities carefully – ลำดับความสำคัญอย่างระมัดระวัง
การ มีไอเดียดีๆ ในหัวเป็นร้อยเรื่องคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะกลายเป็นเรื่องเยี่ยมที่สุด หากเราลำดับความสำคัญให้ดี “การเพ่งความสนใจให้กับทุกเรื่องในหัวเป็นสิ่งด ี แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแห่งความสำเร็จ ควรยึดมั่นในบางอย่างก็พอ แล้วปล่อยที่เหลือเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจ”

19. Simplicity wins – ความเรียบง่ายคืออาวุธลับและอำนาจที่จะทำให้พิชิตควา มสำเร็จ
“เรา ควรตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และขจัดความยุ่งยาก ด้วยการตั้งคำถามว่า เราจะทำให้มันเรียบง่ายมากขึ้นและแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ได้ในเวลาเดียวกันได้ หรือไม่”
20. Talent is a huge multiplier.- พรสวรรค์ทำให้เกิดการแตกหน่อ คนเก่งมักดึงคนเก่งให้มาอยู่ด้วยกัน
“ประสบการณ์ สอนผมว่า การที่เราได้คนเก่งมาร่วมงาน ทำให้องค์กรสามารถดึงคนเก่งจากที่อื่นมาร่วมงานได้มา กขึ้น ทั้งนี้โดยธรรมชาติของคนพวกนี้ มักชอบทำงานกับคนเก่งด้วยกัน”
21. Take responsibility for the complete user experience.- ความคิดเห็นจากผู้ใช้และลูกค้าคือเสียงสำคัญ
“ดี เอ็นเอของเราคือบริษัทที่คำนึงถึงผู้บริโภค เสียงตอบรับไม่ว่าดีหรือร้าย บวกหรือลบ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทเท่ากันในการปรับปรุงการให้บริการ หน้าที่ของเราคือการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกค้าได้รับ จากเรา”
22. What you don’t do defines you as much as what you do – “ผมมีความภูมิใจในสิ่งที่ยังไม่ได้ลงมือทำเท่ากับสิ่ งที่ได้ทำไปแล้ว”
23. You have nothing to lose.- ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว
ทำด้วยใจ สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ด้วยความรัก “อีกไม่กี่วันพวกเราก็ตายแล้ว ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าเราได้สูญโอกาสไปแล้วเท่าไหร่ การคิดแบบนี้เหมือนกับดักทางความคิด ให้คิดว่าเราได้เปลือยกายจนล่อนจ้อน จะมีเหลืออยู่ก็แต่ร่างกายและหัวใจ จงทำทุกอย่างให้เต็มที่”
24. You just might be right, even if nobody listens to you. -การที่ไม่มีใครฟังคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
สทีฟเคยเจอกับตัวเอง เลยเล่าให้ฟังงว่า “คุณรู้มั้ย ผมเคยมีแผนการวิเศษที่จะช่วยกู้ชีพแอ็ปเปิ้ลได้ มันเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ผมไม่สามารถบอกใครได้ เพราะไม่มีใครยอมฟัง” อุทาหรณ์ของเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การที่ไม่มีใครฟังคุณเลย ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
25. Your brand is your most valuable asset – จุดยืนของตัวเองคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด
นั่นคือคุณแตกต่างจากคนอื่น ทำให้คนอื่นทราบว่านี่แหละคือตัวคุณ นี่แหละคือออร่าของคุณ